*คำเตือน: การอ่านเอ็นทรี่นี้อาจจะทำให้สติปัญญาของท่านถูกบั่นทอนอย่างรุนแรงเพราะความไร้สมรรทภาพทางด้านการวิจารณ์ภาพยนตร์ของข้าพเจ้า บทความนี้อาจมีเนื้อหาเกี่ยวกับหนัง ซึ่งอาจทำลายความหนุกหนานของท่านผู้อ่านได้ เพราะงั้น โปรดระมัดระวังอย่าอ่านละเอียดเกิน*
ก่อนเขียนขอบ่นเรื่องบล็อกหน่อย
อะไรมันจะอัพยากอัพเย็นงี้วะ ขนาดเซฟไว้ยังหายหมดเลย
แล้วทำไมอัพตั้งหลายรอบ สีบางส่วนก็ไม่ยอมเปลี่ยนสี
อืดก็อืด ใช้ก็ยุ่งยาก แถมตอนEdit ยังมีเขียนว่าEdit อีก
จะลบออกก็ไม่ได้ แม่ง อุส่าห์คิดว่ามีบล็อกที่ใช้ง่ายแล้ว
ทำไมต้องทำให้มันยุ่งยากด้วยวะ นี่แม่งอัพรอบที่สี่แล้วนะเว้ย
หรูก็จริงแต่ต๊ะตึ๊งโหน่งนี่หว่า อ้ากกก รมบ่จอย
Across the Universe เป็นภาพยนตร์ที่กำกับโดย Julie Taymor
ตอนแรกเมื่อซักประมาณสองปีที่แล้ว เราก็เคยอ่านเรื่องของคนนี้ในหนังสือเรียน
เอาเป็นว่า ครั้งแรกที่เราได้ยินเรื่องหนังเรื่องนี้เมื่อซักประมาณสี่เดือนก่อน
เหตุผลที่ทำให้เราอยากดูมากสุดขีดมีหลายประการ ได้แก่
1) อยากฟังเพลงของสี่เต่าทองมากๆ ในเมื่อหนังเป็นMusical ของวงโปรด พลาดได้ไง
2) ได้ข่าวว่าหนังอาร์ตสุดๆ ถ้าไม่ดูเดี๋ยวลำแสงความเท่จะหดหาย
3) คนทำCinematographyคือ Bruno Delbonnel มีผลงานเจ๋งๆอย่าง Amelie, Paris, Je t'aime
4) เป็นหนังเกี่ยวกับยุคสงครามเวียดนาม ท่าทางน่าสนใจ
5) นางเอกสวย พระเอกหน้ามน และที่สำคัญ มันเป็นอังกฤษ!!
เราไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้จะเข้าเมืองไทยหรือเปล่า อาจจะเข้าก็ได้แต่อาจฉายแค่บางที่
ยังไงก็ไปหาเอาละกัน เราคิดว่ามันน่าจะเข้าเพราะเป็นหนังที่ดีมากๆ
สำหรับคนที่สนใจ เรื่องย่อๆของมันก็มีอยู่ว่า
Jude หนุ่มอังกฤษออกเดินทางไปอเมริกาเพื่อตามหาพ่อที่ไม่เคยกลับมา
ที่นั่น เขาได้พบกับผู้คนมากมายที่ทำให้ชีวิตของเขามีสีสันซะยิ่งกว่าแสงไฟคอนเสิร์ต
ตอนที่เราไปดูหนังเรื่องนี้ หนังมันก็เข้าโรงไปประมาณเดือนกว่าๆแล้ว
เรามัวแต่ยุ่งกับเรื่องสอบแล้วก็ไม่สบาย ก็เลยยื้อไว้ จนเมื่อวันที่13 นี่แหละถึงได้ไปดู
ตอนเข้าไป เรื่องนี้ฉายอยู่โรงเล็กสุด(มั้ง) เข้าไปทางในๆหน่อย
การดูหนังที่นี่มันแพงมาก เพราะอย่างนักเรียนนี่ก็ 9 ดอลลาร์อเมริกันละ
แต่ว่ามันดีอย่างที่ว่าที่นี่ไม่มีคนทำงานอยู่หน้าโรง ไม่มีคนตรวจบัตร
มีแต่พนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งก็อยู่ตรงที่ทางเข้าตรงแรกเลย
ในเมื่อไม่มีคนตรวจบัตร ก็เลยจะไปดูเรื่องไหนก็ได้
เหมือนกับจ่ายบัตรเรื่องเดียว แล้วถ้าเปลี่ยนใจ อยากจะดูเรื่องอะไรก็ได้
บางคนเข้าไปตอนเช้า นั่งดูหนังทั้งวันก็มี ตอนเย็นก็ออกมา 5555
ตอนที่เราไปนี่คนน้อยนะ ไม่ถึงครึ่งโรง(อาจเป็นเพราะหนังเข้ามาได้ซักพักแล้ว)
ประชากรส่วนมากก็จะเป็นหนุ่มสาวอายุประมาณ30 อัพ
นักเรียนรุ่นเราก็มี แต่ว่าส่วนมากมากันเป็นคู่ๆ
(ทำให้เราผู้ซึ่งชอบดูหนังคนเดียว และไปดูคนเดียวรู้สึกแปลกๆ)
เราไม่ชอบดูหนังกับคนที่รู้จักเท่าไหร่ คือ มันไม่ค่อยสะดวก
บางทีคนที่ไปด้วยก็ชอบถาม เอ๊ะ มันทำอะไร นั่นใครวะ ไม่ก็ อุ้ย ไอ่นั่นหล่อจัง
คือแบบ รำคาญ แล้วดูหนังคนเดียวก็ดี จะทำอุบาทว์ยังไงก็ไม่มีใครรู้จักเรา
จะร้องไห้ขี้มูกโป่ง หรือจะหัวเราะไปเกาก้นไประหว่างดูก็ไม่มีใครว่า
(มันอาจจะมองด้วยสายตาเหยียดหยาม แต่มันก็ไม่รู้จักเราอยู่ดี)
*จากตรงนี้ไปจะมีข้อมูลเล็กๆน้อยๆที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง ถ้าคุณคิดว่ามันจะสปอยก็โปรดข้ามไป*
เพราะว่าหนังเป็นmusical ก็เลยร้องเพลงกันทั้งเรื่อง
สำหรับคนที่ชอบเสียงของยวนเม็กเกรเกอร์ตอนร้องเพลง
มาดูเรื่องนี้ก็น่าจะชอบเพราะเสียงพระเอกตอนร้องเพลงจะสไตล์เหมือนยวนเลย
เรื่องนี้สีสันของเรื่องสวยมากๆ เป็นหนังที่ดูแล้วแบบ สีสันสดใส
อาจเป็นเพราะว่าหนังเป็นเรื่องเกี่ยวกับยุค60ถึง70 ช่วงมนุษย์ดอกไม้
และสงครามเวียดนาม สีของสิ่งต่างๆก็เลยสดใสมากๆ
มุมกล้องของเรื่องนี้ใช้ได้เลย แบบ ออกมาเก๋ามากๆ อธิบายไม่ถูก
แต่มันออกมาดูดีมากๆเลย แบบ ชอบอ่า 55555
Special Effect ของเรื่องนี้ก็ดีมากๆเลย ทำแล้วมันลงตัวกับฉากต่างๆมาก
ไม่เหมือนบางเรื่องที่ทำแบบเกร่อทั้งเรื่องและไม่เนียน เหมือนทำถูกๆ
เพลงตอนแรกเรานึกว่าทำใหม่แล้วจะไม่เพราะ
แต่ออกมาดีมากๆเลย บางเพลงทำเราขนลุก(เพราะเสียงคนร้องดีมาก)
ถึงจะสู้สี่เต่าทองไม่ได้ก็เหอะ แต่ว่าคุณภาพและความเพราะใกล้เคียงมากๆ
ชอบที่ตัวละครทุกตัวมีชื่อที่อยู่ในเพลงของThe Beatles
เช่น Jude ก็มาจากเพลง Hey Jude
และรายละเอียดเล็กๆน้อยๆในเรื่องก็มีความหมายที่เกี่ยวกับThe Beatles
ใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมก็ไปอ่านที่wikipedia กับ imdb ได้
เรื่องนี้ เราคิดว่าเป็นเรื่องที่สนุกมากๆถึงมากที่สุด
พรุ่งนี้ซีดี soundtrack deluxe version จะออก รอซื้อๆ
มันเป็นหนังที่เราอยากจะดูอีกซักหลายๆรอบ
และเป็นหนังที่เรากะว่าถ้าแผ่นมันออกมาก็จะต้องซื้อแน่นอน
สุดท้าย ฝากเพลงจากในหนังหน่อยละกัน
Happiness is a warm gun: Joe Anderson, Salma Hayak
(ฉากนี้สวยมากๆ โคตรชอบเลย)
ไม่รุ้ทำไมเหมือนกันนน 555




